บทสรุปเขื่อนปากมูล "ของแท้" จากคณะกรรมการเขื่อนโลก
วันดี สันติวุฒิเมธี

หลักจากถกเพียงกันอยู่นานว่า รายงานสรุปของคณะกรรมการเขียนโลกกรณีเขื่อนปากมูลที่ทั้งฝ่ายสมัชชาคนจนและการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ต่างหยิบยกมาอ้างถึง เพื่อเป็นข้อมูลสนับสนุนแก่ฝ่ายตนนั้น ฉบับไหนเป็นฉบับจริง ฉบับไหนเป็นฉบับร่าง ล่าสุดปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา ตัวแทนจากคณะกรรมการเขื่อนโลก (World Commission on Dams - WCD) ได้ออกมาสรุปรายงานดังกล่าวด้วยตนเองแล้วว่า เขื่อนปากมูลประสบความล้มเหลวในทุกด้าน ด้วยเหตุนี้ ข้อมูลของสมัชชาคนจนซึ่งเคยเปิดเผยทางสื่อมวลชนมาก่อนหน้านี้จึงได้รับการยอมรับว่าสอดคล้องกับข้อมูลฉบับจริงของคณะกรรมการเขื่อนโลก
นายเจมส์ เวิร์กแมน โฆษกคณะกรรมการเขื่อนโลก กล่าวถึงความน่าเชื่อถือของรายงานฉบับนี้ว่า
"เขื่อนปากมูลเป็นหนึ่งในเจ็ดเขื่อนทั่วโลกที่คณะกรรมการฯ ทำการศึกษาโดยมีการประเมินตรวจสอบผลกระทบทั้งในทางเศรษฐศาสตร์ สิ่งแวดล้อม สังคม กระบวนการตัดสินใจ และโครงสร้างอำนาจที่ผลักดันโครงการ ถือเป็นความพยายามที่จะหาข้อสรุปร่วมในสนามรบของการพัฒนาทรัพยากรที่ดำเนินไปอย่างดุเดือด"
ความล้มเหลวของเขื่อนปากมูลในด้านต่าง ๆ ปรากฏชัดอยู่ในรายงานฉบับดังกล่าว โดยในแง่ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจในรายงานระบุว่า กำลังไฟฟ้าที่เขื่อนปากมูลผลิตได้จริงนั้น น้อยกว่าที่ทาง กฟผ. คาดการณ์ไว้ตอนแรกหลายเท่า คือจาก 150 เมกะวัตต์ เหลือเพียง 20.81 เมกะวัตต์ (คำนวณจากกระแสไฟที่จายออกมารายวันระหว่างปี 2538-2541) ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับต้นทุนในการสร้างเขื่อนทั้งหมดที่เพิ่มสูงขึ้นจากที่คาดการณ์ไว้ตอนแรกกว่าหนึ่งเท่าตัว คือจาก 3,880 ล้านบาทเป็นกว่า 8,000 ล้านบาท (รวมต้นทุนการก่อสร้างที่เพิ่าขึ้นเกือน 3,000 ล้านบาท และต้นทุนทางสังคมอีกกว่า 1,000 ล้านบาท) เขื่อนแห่งนี้จึงไม่มีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจดังที่คาดการณ์ไว้
ประเด็นต่อมาคือ ผลกระทบด้านอาชีพประมง ทางคณะกรรมการเขื่อนโลกสรุปว่า การสร้างเขื่อนทำให้จำนวนพันธุ์ปลาในเขตต้นน้ำมูล-ชี ซึ่งเคยสำรวจไว้ก่อนปี 2538 ว่ามีอยู่ประมาณ 265 ชนิด ได้ลดลงเหลือเพียง 96 ชนิด ทำให้ปริมาณปลาที่ชาวบ้านจับได้ลดลงกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ และบันไดปลาโจนมูลค่า 2 ล้านที่ กฟผ. พยายามสร้างขึ้นเพื่อบรรเทาผลกระทบด้านอาชีพประมงนั้น ทางคณะกรรมการฯ ก็ได้ผลสรุปว่า ประสบความล้มเหลว เนื่องจากไม่สามารถช่วยให้ปลาขึ้นไปวางไข่เหนือเขื่อนได้แต่อย่างใด เห็นได้จากปริมาณปลาในอ่างเก็บน้ำซึ่งต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้หลายเท่า กล่าวคือ กฟผ. คาดการณ์ไว้ว่า หากไม่มีการเพาะพันธุ์ปลา ภายในอ่างเก็บน้ำ ซึ่งมีพื้นที่ 60 ตารางกิโลเมตร จะมีปลาจำนวน 100 กิโลกรัม/1หมื่นตารางเมตร/ปี และหากมีการเพาะพันธุ์ปลา ปริมาณปลาก็จะเพิ่มขึ้นเป็น 220 กิโลกรัม/1 หมื่นตารางกิโลกเมตร/ปี แต่จากการสำรวจพบว่า มีปลาในอ่างเก็บน้ำเพียง 10 กิโลกรัม/1 หมื่นตารางเมตร/ปี เท่านั้น
และถึงแม้ว่า กฟผ. จะได้พยายามปล่อยพันธุ์กุ้งลงแม่น้ำมูล เพื่อให้แพร่ขยายพันธุ์เป็นรายได้เสริมให้แก่ชาวบ้าน ทว่าก็ยังไม่สามารถเพิ่มรายได้ให้แก่ชาวประมงได้อย่างถาวร เนื่อจากกุ้งพันธุ์ดังกล่าวไม่สามารถขยายพันธุ์ในน้ำจืด หากไม่มีการปล่อยพันธุ์กุ้งลงแม่น้ำเพิ่มเติม ปริมาณกุ้งก็จะลดน้อยลงไปเรื่อย ๆ ด้วยเหตุนี้รัฐบาลจึงต้องเสียงบประมาณในการสั่งซื้อพันธุ์กุ้งปีละหลายล้านบาท
ส่วนในประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม คณะกรรมการฯ สรุปว่า โครงการก่อสร้างเขื่อนปากมูลไม่ได้เป็นไปตามแนวทางที่ธนาคารโลกกำหนดไว้ กล่าวคือ มิได้มีการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และหามาตรการแก้ไขผลกระทบอย่างเหมาะสมก่อนดำเนินโครงการ อาทิ โครงการก่อสร้างเขื่อนปากมูลได้ส่งผลให้แก่งธรรมชาติซึ่งเคยเป็นที่อยู่อาศัยของปลาหลายชนิดกว่า 50 แก่ง จมอยู่ใต้อ่างเก็บน้ำอย่างถาวร แต่ในรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมกลับไม่เคยมีการประเมินความสูญเสียดังกล่าวไว้เลย นอกจากนี้ ก่อนที่จะดำเนินการก่อสร้างเขื่อนปากมูล ทาง กฟผ. ก็ไม่เคยมีการหารือกับชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบ และไม่เปิดโอกาสให้ชาวบ้านเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจ ตลอดจนกระบวนการแก้ไขผลกระทบแต่อย่างใด เขื่อนปากมูลจึงเป็นเขื่อนที่ประสบปัญหามากมาย
หลังจากข้อมูลดังกล่าวได้รับการเผยแพร่ทางสื่อมวลชน ผู้บริหารของ กฟผ.หลายคนได้ออกมาแสดงความไม่พอใจ โดยกล่าวว่ารายงานฉบับนี้มีความลำเอียง เนื่องจากคณะกรรมการฯ ไม่ได้นำข้อมูลของฝ่าย กฟผ.เข้ามาร่วมพิจารณาด้วย แต่กลับนำไปใส่ไว้ในภาคผนวกของรายงานเท่านั้น อย่างไรก็ตาม นายเจมส์ เวิร์กแมน โฆษกคณะกรรมการเขื่อนโลก ได้ออกมายืนยันกับสาธารณชน เกี่ยวกับเรื่องนี้อีกครั้งหนึ่งว่า
"รายงานฉบับนี้ผ่านการประมวลผลอย่างรอบด้านและได้เชิญ กฟผ. เข้าร่วมให้ความเห็นก่อนหน้านี้แล้วเช่นเดียวกับทุก ๆ ฝ่าย เราได้รวบรวมความเห็นที่เราห็นว่าเป็นข้อเท็จจริง และมีความชัดเจนแม่นยำที่สามารถนำมาพิสูจน์ได้อย่างเป็นอิสระและเป็นกลาง ซึ่งเป็นธรรมดาอยู่แล้วที่ผลของรายงานอิสระเช่นนี้จะไม่ได้ทำให้ทุกฝ่ายชอบใจ แต่เราก็ยังเชื่อมั่นในรายงานฉบับนี้"


นิตยสารสารคดี ปีที่ 16 ฉบับที่ 188 เดือนตุลาคม 2543